Tuesday, August 28, 2007

[279] ‘บัญญัติ 10 ประการ’ ของการฟิตภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ
ในฐานนะคนหัวอกเดียวกันที่กำลังฝึกฟิตภาษาอังกฤษ ผมขอเล่าวิธีการส่วนตัวที่ใช้ฝึกตัวเอง อาจจะมีสัก 1 หรือ 2 วิธีที่ท่านรู้สึกเข้าท่าและเอาไปลองทำบ้าง

1. กำหนดปริมาณของการฝึก และทำให้ได้: อาจจะเป็นปริมาณก้อนเล็ก ๆใกล้มือ เช่น ทุกวันจะต้องอ่านจบ 1 หน้า หรือฟังให้ได้นาน 20 นาที หรืออ่านออกเสียงชัด ๆ อย่างน้อย 10 ประโยค หรือขนาดใดก็ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่มากไม่น้อยเกินไป ถ้ามากเกินไปก็จะรู้สึกเหนื่อย ถ้าน้อยเกินไปก็จะรู้สึกเนือย ฉะนั้นให้กำหนดปริมาณการฝึกขนาดพอดี ๆ และแน่วแน่ทำไปให้เสร็จ ส่วนปริมาณเป้าหมายก้อนใหญ่ไกลมือก็แล้วแต่ใจจะไขว่คว้า เช่น จะฟิตอังกฤษเพื่อเป็นเส้นทางเดินไปสู่การเป็นคนรวย - คนเก่ง - คนดี - คนมีความสุข ใน style ที่เราเลือกเอง

2. หาให้พบงานอดิเรกที่ทำด้วยภาษาอังกฤษแล้วสนุก: ย้ำ... ต้องหาให้พบ เพราะบางทีมันก็หายากอยู่นะ ถ้าอ่าน Bangkok Post ก็ไม่สนุก, ดูหนังฝรั่งก็ไม่สนุก (คือตั้งใจฟัง soundtrack ไม่ใช้จ้องแต่อ่าน subtitle ภาษาไทย), ฟังข่าว CNN ก็ไม่สนุก ก็ต้องหาอย่างอื่นอ่าน - หาอย่างอื่นดู – หาอย่างอื่นฟัง ต้องหาให้พบให้ได้สักอย่างหนึ่งที่ทำด้วยภาษาอังกฤษแล้วสนุก อาจจะเริ่มด้วยสิ่งที่ไม่ยากไม่ยุ่งไม่ยาวเกินไป และก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอื่นเขา

3. หาวิธีแทรกภาษาอังกฤษเข้าไปในงานประจำ: ถ้าหากงานที่เราทำไม่มีภาษาอังกฤษที่ต้องอ่าน, ไม่ต้องฟังฝรั่งพูด และไม่ต้องพูดให้ฝรั่งฟัง, และไม่ต้องเขียนภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียว ก็ลองสงบใจสักนิดและคิดให้ทะลุซิว่า เราจะสอดแทรกภาษาอังกฤษเข้าไปในงานได้ยังไง ถ้าเรายืนยันมันก็น่าจะมีวิธี วันที่ 1 สอดแทรกภาษาอังกฤษเข้าไปได้ 1 นิ้ว พอถึงวันที่ 12 ท่านอาจจะสามารถสอดแทรกเข้าไปได้ถึง 1 ฟุต (เพราะ 1 ฟุตมี 12 นิ้ว) ต้องทำได้ถ้าเราพยายาม

4. อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น: แต่เปรียบเทียบกับตัวเอง ระหว่างสัปดาห์ที่ 1 กับสัปดาห์ที่ 2, ระหว่างเดือนที่ 1 กับเดือนที่ 2 เรื่องอย่างนี้ของใครของมัน ขืนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าก็จะรู้สึกเย่อหยิ่ง เท่ากันก็รู้สึกผยอง แย่กว่าก็รู้สึกแหย เราไม่แข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเองดีกว่า

5. ใช้เวลาว่างและหาเวลาว่างให้แก่การฟิตภาษาอังกฤษ: แทนที่จะปล่อยความคิดให้ล่องลอยเรื่อยเปื่อยขณะยืนรอรถเมล์ หรือนั่งรอเพื่อน ก็เอามาใช้ทำสมาธิด้วยการท่องศัพท์ (มีสมุดจดศัพท์หรือดิกเล่มเล็ก ๆ ติดตัวไว้เสมอ) หรือฟังไฟล์ mp3 ที่ดาวน์โหลดจากเว็บนี้ จริง ๆ แล้วเวลาว่างที่เรา ‘ยืนรอ’ หรือ ‘นั่งรอ’ ใครหรืออะไรในวันหนึ่ง ๆ แม้รวม ๆ กันแล้วมีอาจมีเพียง 5 – 10 นาที ก็ไม่น่าปล่อยให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า ส่วน ‘เวลาว่าง’ ที่ท่านมักจะหาไม่ค่อยได้นั้น ถ้าท่านตื่นนอนเร็วกว่าเดิม 10 นาที และเข้านอนดึกกว่าเดิม 5 นาที ท่านก็จะมีเวลาเพิ่มขึ้นทันทีวันละ 15 นาทีสำหรับการฟิตภาษาอังกฤษ

6. รวมกลุ่มคนรู้ใจฟิตภาษาอังกฤษร่วมกัน: ถ้าไม่มีโอกาสเรียนร่วมครูคนเดียวกัน ก็สามารถเรียนร่วมหนังสือเล่มเดียวกัน เรียนร่วม CD แผ่นเดียวกัน เรียนร่วมเว็บไซต์และคอมพิวเตอร์จอเดียวกัน เรียนร่วมทีวีเพื่อการศึกษาช่องเดียวกัน ฯลฯ ทุกอย่างทำได้ถ้ามีใจเดียวกัน

7. พกหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโปรดติดกระเป๋าไว้เสมอ: อาจจะเป็นดิกชันนารี สมุดจดศัพท์ทำเอง หนังสือธรรมะ นิยาย การ์ตูน วารสาร ฯลฯ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะว่างเมื่อใด แต่เมื่อเวลาว่างมาหาเรา เราจะไม่ใช้เวลาว่างอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ

8. อ่าน – จด – จำ ถ้อยคำปลุกใจให้ฮึกเหิม: ถ้าไม่มีใครให้กำลังใจเรา เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง ตามวิถีของคนกล้า การหาถ้อยคำปลุกปลอบกำลังใจมาอ่านและจดจำให้ขึ้นใจ เป็นการชาร์จแบตเติมไฟให้ชีวิต ที่ต้องการฟิตภาษาอังกฤษ

9.เรียนอังกฤษโดยการสังเกต: ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ชีวิตนี้มีเรื่องให้เราเรียนรู้และใช้สอยภาษาอังกฤษตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน (ฉลากสินค้า, ป้ายตามเส้นทาง ฯลฯ) การฟัง(เลื่อนไปที่ช่อง TVซึ่งมีเสียงภาษาอังกฤษบ้างก็ดี ฯลฯ) การพูด(นึกในใจเล่น ๆ ว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าเป็นคำ / วลี / ประโยค ภาษาอังกฤษ จะพูดว่ายังไง) และการเขียน ( ข้อความสั้น ๆ ที่เคยจดเป็นภาษาไทย ลองทำเล่น ๆ จดเป็นภาษาอังกฤษ หรืออังกฤษปนไทยบ้างดูซีครับ) เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะไม่มีความหมายและไร้ประโยชน์ถ้าไม่สนใจ แต่จะมีความหมายและประโยชน์มากมายมหาศาลถ้าใส่ใจฝึกฝน

10. ถึงเป้าหมายที่มิใช่ปลายทาง: การฝึกภาษาอังกฤษเหมือนกับการเดินทางไปในสวนดอกไม้ ซึ่งมีไม้ดอกทั่วทั้งสวน เราสามารถชื่นชมกับดอกไม้ทุกดอก ต้นไม้ทุกต้นในสวนนี้ เมื่อเราฝึกฟิตภาษาอังกฤษ เรามิได้เก่งขึ้น ณ ก้าวสุดท้ายเมื่อถึงปลายทาง แต่เราเก่งขึ้นทุกก้าวที่ย่างไปตลอดเส้นทาง และจริง ๆ แล้วเส้นทางของการเรียนรู้และใช้สอยเรื่องภาษานี้ไม่มีปลายทาง คือต้องเรียนรู้และใช้กันไปเรื่อย ๆทั้งชีวิต เราจึงเดินถึงปลายทางตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จงเรียนภาษาอังกฤษอย่างคนที่มีความสุขและพอใจกับความเก่งเล็ก ๆ ที่ได้รับเพิ่มขึ้นทุกวัน เหมือนได้ชื่นชมกับดอกไม้ทุกดอก ต้นไม้ทุกต้นในสวนภาษาแห่งนี้

พิพัฒน์
http://intereladsd.blogspot.com/

8 comments:

Anonymous said...

สวัสดีค่ะ

ดิฉัน ณารี

ณารีเข้ามาอ่านตรงนี้ทุกครั้งที่ รู้สึก....
นับตั้งแต่วันแรกที่อ่าน ณารีได้ทำตัวเป็นเด็กดีทำตามที่
คุณแนะนำจนถึงวันนี้ และสัญญาว่าจะ ทำต่อไปอย่าง
สม่ำเสมอ เพื่อวันนี้ในปีหน้า ก็น่าจะดีกว่าวันนี้

เราเพื่อนกัน

pipat - blog writer said...

สาธุ อาเมน ขอให้พบกับความสำเร็จและความสุขดังที่หวัง
พิพัฒน์

Anonymous said...

กราบสวัสดีค่ะ
กราบเรียนตามตรงด้วยสติปัญญาที่ด้อยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ณารีไม่ทราบเลยสักนิดว่า ณารีมีเพื่อนต่างวัยที่เป็นผู้ทรงศีล

กราบขออภัยทั้งในอดีตและอนาคตใว้ ณ ที่นี้ด้วย


เราเพื่อนกัน

Anonymous said...

เข้ามาครั้งแรกครับ..คุณเขียนให้ข้อคิดที่ดีมากเลยขอชื่นชมจากใจจริง

ขอบคุณอีกครั้ง

Kate said...

ติดตามอ่าน และตามลิ๊งค์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่ได้เขียนแสดงความคิดเห็นมาเลย
ไม่มีคำไหนทดแทนคำนี้ได้เลย นอกจากคำว่าขอบคุณ
มาเรียนภาษาอังกฤษเอาตอนอายุ 40 ปี อย่างที่เจ้าของ blog บอกว่า สมองมันเริ่มถดถอยต้องพยายามมากกว่าเด็กรุ่นๆ
ตอนนี้เตรียมตัวสอบ IELTS ค่อนข้างเครียดอ่านคำแนะนำและถ้อยคำให้กำลังใจแล้วรู้สึกขึ้น
ขอให้คุณพิพัฒน์ มีพลังในการเขียน blog ต่อไป จะติดตามอ่านและแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาที่นี่ค่ะ

Pipat said...

แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเตรียมสอบ IELTS ดังนี้ครับ

http://intereladsd.blogspot.com/2007/10/314-ielts.html

http://filetram.com/ielts

พิพัฒน์
GemTriple@gmail.com

A FERN said...

^^ your blog give me an inspiration thanks anyway!

Jatuporn Thonglard said...

จะพยายามทำตามคำแนะนำให้ได้มากที่สุดค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะค่ะ